seo ?

logo

SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึงวิธีการปรับแต่งโครงสร้างหน้าตาเว็บไซต์ การปรับแต่งโค๊ด ปรับแต่งความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ และการเขียนเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการของ เว็บ Search Engine เช่น เว็บ Google, Bing เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ปรับแต่งเว็บไซต์ของการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหา ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือคำค้นหาที่คุณต้องการและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ในส่วนของการแสดงผลลัพธ์เว็บไซต์จะปรากฏบนเว็บ Search Engine ทางด้านซ้ายของ Search Engine ซึ่งการแสดงผลจะแสดงหน้าละ 10 อันดับ หน้าแรก (อันดับ 1-10) และ หน้าที่สอง ( อันดับ 11-20) ซึ่งการทำ SEO ที่ดีและได้ผลนั้นเว็บที่ทำ SEO ควรที่จะอยู่หน้าแรกแต่ไม่ควรอยู่เกินหน้าที่ 2 ซึ่งจะได้รับการเข้าเยี่ยมชม บ่อยครั้งมากที่สุด ยิ่งอันดับสูงเท่าไรอัตรการคลิกเข้าสู่เว็บก็สูงขึ้นเท่านั้น

SEO-คือ

SEO ทำไมเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ถึงต้องรู้!

เบื่อมั้ยที่คนมักพูดกันอยู่ได้ ว่าทำธุรกิจต้องมีเว็บไซต์อย่างนั้นอย่างนี้ ถามหน่อยเถอะว่าถ้าเสียเงินจ้างคนสร้างเว็บไซต์ไปตั้งหลายแสน เดือนๆ นึงมีคนเข้ามาดูกันสักเท่าไหร่เชียว…

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่หรือคนที่กำลังสนใจในการทำธุรกิจออนไลน์ต้องเคยได้ยินคำว่า “SEO” ผ่านๆ หูกันมาบ้างและความเข้าใจสุดแสนจะเบสิกว่า SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรก Google นั้น กลายเป็นความรู้พื้นฐานที่แทบไม่ต่างจากการที่เรารู้ว่า Cat แปลว่า แมวไปซะแล้ว หรือถ้าไม่รู้จักเลยว่า SEO คืออะไร คุณยิ่งต้องไม่พลาดบทความนี้

แล้วยังไงล่ะ!? จะเป็นเจ้าของธุรกิจทั้งทีต้องรู้เรื่องอะไรพวกนี้ด้วยหรือ? คำตอบคือ “ใช่” หากคุณรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า SEO จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีช่องทางในการทำให้คนทั่วไปรู้จัก เพิ่มโอกาสในการขาย หรือสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้มากแค่ไหนล่ะก็ ถึงตอนนั้นคุณจะไม่กล้ามองข้าม SEO อีกต่อไป

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระอันอัดแน่นเกี่ยวกับ SEO เราจะขอนำความหมายของคำศัพท์เฉพาะต่างๆ มาให้คุณได้ทำความรู้จักเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจในเนื้อหาทั้งหมดต่อไป

 

  • Search Engine = เครื่องมือในการค้นหา เช่น Google, Yahoo, Bing
  • Ranking = การจัดอันดับหน้าเว็บไซต์เมื่อค้นหา
  • Blog = บทความที่ถูกเขียนเพื่อจุดประสงค์ในการให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ความสนุก ไม่มีการแฝงโฆษณา และสรุปประเด็นจบใน 1 บทความ
  • Onsite = ข้อความหรือรายละเอียดที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ
  • SEO Outreach = บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะมีการใส่ลิงก์และKeywordลงไปเพื่อให้คุณคลิกแล้วกลับเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเจ้าของบทความ
  • Optimise = การจัดการดูแลจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Keyword = คำที่ใช้ในการค้นหา
  • Search Volume = จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้ง
  • Anchor Link = ลิงก์ที่ถูกใส่เอาไว้ในคำที่เป็น Keyword ต่างๆ จุดประสงค์เพื่อขยายความหมาย ข้อมูล ของคำๆ นั้น โดยที่ไม่ต้องแทรกเข้าไปในบทความ
  • Content = คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา โดยนับรวมทั้ง ตัวหนังสือ ภาพ และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Blog Content, Outreach Content ฯลฯ ก็หมายถึง ประเด็นที่เขียน เนื้อหา รวมถึงภาพ วิดีโอ ทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในบทความนั้นๆ
  • Backlink = ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)
  • Organic = ในที่นี้คือ การกระทำทางด้านการตลาดที่ไม่ผ่านการซื้อโฆษณา

มากันที่สาระสำคัญสำหรับบทความนี้คือจะอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด ให้คุณรู้จักว่า SEO คืออะไรอย่างลึกซึ้งเพื่อที่ว่าหากใครกำลังเริ่มธุรกิจหรือคิดจะสร้างหน้าร้านบนโลกออนไลน์จะได้นำไปปรับใช้เพื่อทำ SEO อย่างมีประสิทธิภาพ

SEO และ Ads โฆษณาต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองอย่างนี้คือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ อย่างหนึ่งโดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้เห็นเว็บไซต์ของเราหรือเพิ่ม Traffic ใน Search engine สิ่งที่แตกต่างกันคือการคิดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน ซึ่งค่าใช้จ่ายของ SEO จะมาจากการเปลี่ยนแปลงโค้ด และเนื้อหาของเว็บไซต์ การทำ On-Page และ Off-Page ให้เหมาะสม แต่ Ads (Google Ads) โฆษณาจะคิดเงินเป็นต่อจำนวนคลิก ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับการแข่งขันของคำค้นหา (Keyword) นั้นๆ และทั้งสองกลยุทธ์นี้จะเกื้อหนุนกันและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า